นั่งรถรางย้อนเวลาเลียบทะเลสาบสงขลา สู่ “เกาะยอ” ชุมชนเก่าแก่กลางผืนน้ำ ที่ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น หลอมรวมกันอย่างกลมกลืน ตั้งแต่วัดอายุกว่าสองศตวรรษ ร่องรอยชาวจีนโพ้นทะเล สวนสมรม ไปจนถึงงานศิลป์ร่วมสมัย การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทริปท่องเที่ยว หากคือพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เราสามารถสัมผัสได้จริง

เราตัดสินใจกระโดดขึ้นรถรางนำเที่ยวของพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยไม่ลังเล เมื่อผู้คนเต็มคันรถรางสองคันเคลื่อนตัวออกจากพิพิธภัณฑ์อย่างช้า ๆ แล่นเข้าสู่ชุมชนเกาะยอ สองข้างทางขนาบด้วยเชิงเขาและทะเลยามบ่าย ผืนน้ำระยิบระยับเป็นประกายเหมือนเพชรต้องแสง ริ้วระลอกคลื่นเล็ก ๆ ร่ายรำเมื่อสายลมพัดผ่านแสงอาทิตย์กระทบกระชังเลี้ยงปลากะพงที่กระจัดกระจายอยู่ริมฝั่ง อาชีพของชาวบ้านที่นี้ส่วนใหญ่แล้วทำการประมงหรือทำสวน หนึ่งในนั้นคือการปลูกสวา ภาษากลางเรียกว่า “ละมุด” เสียงของพี่บุญเลิศ นักวิชาการของสถาบันทักษิณคดีศึกษา ผู้นำชมดังขึ้นผ่านลำโพงขนาดเล็กแบบพกพาที่เขาสะพายแนบลำตัว พร้อมไมโครโฟนแนบหู “เกาะยอ” ชุมชนกลางทะเลสาบสงขลา น่าหลงใหลชวนมอง
วัดอายุกว่า 200 ปี
เมื่อรถจอดสนิทเราก้าวลงบนลานทรายของ “วัดท้ายยอ” กุฏิเรือนไทยโบราณหลังหนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่กลางวัด ดึงดูดเราเข้าไปหาแบบไม่ทันตั้งตัว “ที่แห่งนี้เคยเป็นสถานีตำรวจมาก่อน และยังเป็นวัดแห่งแรกของเกาะ อายุกว่า 200 ปี” เสียงของพี่บุญเลิศลอยมา ไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถเก่าแก่แบบดั้งเดิม ผนัง ประตู หน้าต่างผุพังและกร่อนไปตามกาลเวลา เริ่มประท้วงบอกกรมศิลปากรให้เร่งบูรณะดูแล
ภายในของอุโบสถ หลังคาและพื้นทำมาจากเครื่องดินเผาแบบโบราณ มีพระไตรปิฎกใบลานและพระประธานปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่อย่างลงตัว แม้องค์ไม่ใหญ่โตแต่กลับมีเสน่ห์ชวนมองเหมือนต้องมนต์ ทำให้เสียงของพี่บุญเลิศผู้นำชมหายไปช่วงขณะหนึ่ง

ร่องรอยชาวจีนโพ้นทะเล
ขบวนรถรางเคลื่อนตัวออกจากวัดท้ายยอได้ไม่ไกลกันมากนักก็มาถึง “ศาลเจ้าไท้ก๋ง” เมื่อทุกคนลงจากรถ พี่เบญ นักวิชาการของสถาบันทักษิณคดีศึกษาผู้ดูแลนักท่องเที่ยวอีกคนก็เริ่มจัดแจงส่งช่อดอกไม้ให้พวกเราทุกคนได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ตามความเชื่อแบบชาวจีน บ่งบอกให้เรารู้ในทันทีว่าเกาะแห่งนี้ไม่ใช่มีเพียงชาวไทยเท่านั้น หากแต่ยังมีชาวจีนโพ้นทะเลมาตั้งรกรากอยู่ที่นี้อีกด้วย ไกด์เล่าว่า “ชาวจีน เดินทางอพยพมาทางทะเลตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผา เช่น กระเบื้องแบบที่เราเห็นได้ในอุโบสถของวัดท้ายยอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตไทย-จีนที่หลอมรวมกันในชุมชนแห่งนี้”
จุดแวะเติมน้ำตาลใต้ต้นสวา
เราเดินทางลัดเลาะมาตามถนนเส้นหนึ่งบนเกาะ รถเริ่มชะลอช้าลง พอให้เราได้เห็นผลของสวาห้อยระย้าอยู่เต็มต้น พร้อมส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เรานั้นเริ่มจะคันไม้คันมืออยากจะไปคว้ามาลองชิมสักลูกแต่ยังดีที่มีกฎหมายคอยตีมือ แว่วมาด้วยเสียงในหัวที่ดุว่า "อย่านะ! อย่าคิดจะอาจเอื้อม” ขณะที่ผ่านสวนละมุดไปอย่างช้า ๆ หน้างอเหมือนคนอกหัก ไม่ทันไรก็มี “มันเดือย” เข้ามาย้อมใจคนหิว รอยยิ้มกลับมาอีกครั้งจากการลิ้มรส สับปะรดเชื่อม ถั่วแดง ลูกเดือย มันเชื่อม ในแก้วหวานเย็นที่ถูกโปะทับด้วยน้ำแข็งบด ราดน้ำกะทิปิดท้ายแบบฉ่ำ ๆ พลางนั่งกินใต้ต้นสวาร่มรื่นในสวนหน้าบ้าน สุดสดชื่น
ถัดจากร้านมันเดือยไม่มาก ขณะทัวร์ของเราก็เดินมาหยุดอยู่ที่ซุ้มเล็ก ๆ ของบ้านหลังหนึ่ง กระปุกกะปิและสวาในถุงพร้อมขายตั้งเรียงรายรอคนมาจับจอง พ่อค้าเจ้าของบ้านใจดีให้เราชิมสวา พร้อมสาธิตวิธีการเก็บผลจากต้นด้วยตะกร้อเก็บผลไม้รูปทรงไม่คุ้นตา นอกจากสนุกแล้วยังอิ่มไปตามๆ กัน


สวนสมรมลุงวีกับสัตว์เจ้าถิ่น
หลังจากเติมน้ำตาลกันมาแบบเต็มอิ่มแล้ว กระบวนการเผาผลาญก็ได้เริ่มทำงาน เราเดินขึ้นไปยังหมุดหมายที่สี่ตามทางเดินลาดชัน กลิ่นหอมที่คุ้นเคยโชยมาตามลม จำปาดะขนุนเจ้าของกลิ่นหอม(สำหรับเรา) คอยต้อนรับคณะทัวร์อยู่ปากทางเข้า “สวนสมรมลุงวี” มองไปรอบ ๆ ยังมีผักเหรียง พริก และอื่น ๆ ปลูกแซม ๆ กันไป
ในขณะที่อดีตนายทหารเรือปลดเกษียณกำลังสอนพวกเราสาน “โคร๊ะ” (ภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับห่อผลไม้เพิ่อกันแมลง) จากทางมะพร้าว เขาก็เล่าให้เราฟังว่า “ระหว่างที่รอจำปาดะขนุนสุกซึ่งใช้ระยะเวลา 3 เดือน การปลูกผักสวนครัว จะช่วยสร้างรายได้รายวัน บางชนิดรายสัปดาห์” และยังบอกเคล็ด(ไม่)ลับอีกว่า “บางครั้งก็ปล่อยให้จำปาดะสุกคาต้น เพื่อให้แมลงได้รุมกินลูกที่สุกไปเลย เป็นการอยู่กันแบบพึ่งพากัน โดยไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ” และแน่นอนมาสวนผลไม้ทั้งที เรื่องกินเป็นของคู่กัน ลุงวีเตรียมเค้กจำปาดะขนุนไว้ให้เราได้ปั้มโลโก้ของสวนลงไป พร้อมชิมเค้กเนื้อนุ่ม หอม อร่อย หน้าตาสวยด้วยฝีมือตัวเอง

เสริมสิริมงคลกันอีกนิด เสพศิลป์อีกหน่อย
หลังจากที่นั่งรถชมวิวสวยๆ รอบเกาะ ไหว้พระขอพรและกินของอร่อยๆ กันแล้ว รถรางก็พาเราวนกลับมายังพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา สถาบันทักษิณคดีศึกษา เป็นการปิดท้ายทริปด้วยการกราบขอพร “สามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ได้แก่ สมเด็จเจ้าเกาะยอ สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่ และสมเด็จเจ้าพะโคะ (หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) ก่อนปล่อยใจไปกับ Art Therapy “เษกสรรค์เส้นสีผืนผ้า” เปิดจินตนาการ ระบายผ้าปาติกถ่ายทอดเรื่องราววิถีเกาะยอ
การก้าวขึ้นรถรางในครั้งนี้ เหมือนได้เดินทางย้อนไปในอดีต เห็นภูมิปัญญาอันงดงามของบรรพบุรุษชาวเกาะยอ ซึ่งแม้กาลเวลาจะเคลื่อนไปหรือยุคนี้จะมีนวัตกรรมล้ำหน้าสักเพียงใดแล้ว รากเหง้าของวัฒนธรรมก็ยังเป็นสมือนเครื่องระบุตัวตน คงเสน่ห์เฉพาะถิ่นไว้ และการได้รู้จักเกาะยอในครั้งนี้ คงยากเกินกว่าจะปฏิเสธเสียงในหัวที่ดังว่า “จะแวะมาใหม่นะ เกาะยอ”
....................................
เรื่อง/ภาพ : พรแก้ว อ่อนน้อย