Black Ribbon Top Right
อีโบลา ไวรัสคร่าชีวิต WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก
ฟังด้วยเสียง
0:00 / 0:00

อีโบลา ไวรัสคร่าชีวิต WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก

18 พ.ค. 69 136

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โลกเพิ่งจับตาการแพร่ระบาดของ “ฮันตาไวรัส” บนเรือสำราญ ซึ่งสร้างความกังวลด้านสาธารณสุขในหลายประเทศ แต่ล่าสุด สถานการณ์ที่น่าหวาดวิตกยิ่งกว่ากำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของ “ไวรัสอีโบลา” ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกานดา เป็น “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูงและมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าฮันตาไวรัสหลายเท่า


ภาพ :  MIT News Office

โรคอีโบลา (Ebola/ Ebola disease) เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสอีโบลา (Ebola virus) จัดอยู่ในกลุ่มของโรคไข้เลือดออก (hemorrhagic fever) รุนแรง โดยมีอัตราการตายสูง 50-90% ซึ่งมีแหล่งรังโรค (reservoir) ในธรรมชาติ ได้แก่ค้างคาว และ ลิงไม่มีหาง ชื่อของไวรัสอีโบล่า ถูกตั้งตามชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ในปัจจุบันได้มีการห้ามตั้งชื่อไวรัสตามสถานที่หรือเมือง หรือแม้กระทั่งประเทศที่พบ เพื่อป้องกันการสร้างอคติ และผลกระทบทางสังคมในพื้นที่)

คุณสมบัติทางชีววิทยาของของไวรัสอีโบลา (Ebola virus)
ไวรัสนี้เป็นไวรัสกลุ่ม 5 (Group V) สารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ เส้นเดี่ยวชนิดเส้นลบ (Negative-sense single-stranded RNA) เป็นไวรัสที่มีเปลือก (enveloped virus) จัดอยู่ในแฟมิลี Filoviridae (ฟิโลวิริดี) จีนัส Orthoebolavirus (ออโธอีโบลาไวรัส) แบ่งย่อยได้อีกอย่างน้อย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ซาร์อีร์ (Zaire), ซูดาน (Sudan), บันดิบูเกียว (Bundibugyo), ไอวอรี่โคสท์ (Cote D’ Ivoire) และ เรสตัน (Reston) โดย 3 สายพันธุ์แรกเป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงในมนุษย์และมีอัตราการตายสูง พบการระบาดในแถบแอฟริกากลาง ได้แก่ ประเทศโกตดิวัวร์ (ชื่อเดิมคือ ไอวอรี่โคสต์), สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ชื่อเดิมคือ ซาอีร์), กาบอง และ ซูดาน ฯลฯ

การระบาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์ซาอีร์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดบ่อยในอดีต แต่เกิดจาก สายพันธุ์บันดิบูเกียว

การติดต่อ
- จากสัตว์สู่คน (animal-to-human): สันนิษฐานว่ามีค้างคาวกินผลไม้ (Fruit bats) หรือลิงไม่มีหางเป็นรังโรคตามธรรมชาติ
- จากคนสู่คน (human-to-human): ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับ สารคัดหลั่ง (เลือด, อาเจียน, อุจจาระ, น้ำลาย) ของผู้ติดเชื้อ หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เข็มฉีดยา เสื้อผ้าผ้าปูที่นอน รวมถึงพิธีกรรมฝังศพที่มีการสัมผัสร่างผู้เสียชีวิต
หมายเหตุ: ไวรัสอีโบล่า ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศ (Airborne) เหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่


ภาพ :  www.who.int

อาการของโรค
- ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นตามผิวหนัง ตับและไตวาย และอาจพบอาการของระบบประสาทส่วนกลางด้วย ในช่วงท้ายๆ จะมีเลือดออกทั่วไปตามอวัยวะภายใน ปาก และจมูก

การระบาดครั้งนี้ไม่ใช่การระบาดใหญ่ครั้งแรก โรคนี้มีการระบาดอยู่เรื่อยๆ ทั้งการระบาดเล็กและระบาดใหญ่ ในแอฟริกากลางและตะวันตก ซึ่งการระบาดส่วนใหญ่จะเกิดจากสายพันธุ์ซาอีร์ แตกต่างจากการระบาดในปัจจุบันซึ่งเกิดจากสายพันธุ์บันดิบูเกียว
- การรายงานระบาดครั้งแรกใน ปี พ.ศ.2519 ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ ซูดาน อัตราการตายอยู่ระหว่าง 53-88%

- การระบาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันตก พ.ศ.2556-2559 ในประเทศไลบีเรีย และ เซียร์ราลีโอน ผู้ติดเชื้อทะลุสูงถึง 28,646 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 11,323 ราย (อัตราการตาย ประมาณ 40%)

- การระบาดใหญ่ในคองโก พ.ศ.2561-2563 มีผู้ติดเชื้อ 3,470 ราย เสียชีวิต 2,287 ราย (อัตราป่วยตายประมาณ 66%)

- การระบาดในปัจจุบัน ใน คองโก-ยูกานดา พ.ศ.2669 (พฤษภาคม) ตามประกาศของ WHO เกิดจากสายพันธุ์บันดิบูเกียว ณ วันนี้ เสียชีวิตแล้ว 80 ราย


ภาพ : Victoire Mukenge/Reuters

แนวทางการป้องกันโรคไวรัสอีโบลา คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรค รวมถึงสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อโดยตรง หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด ควรหมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอ สวมหน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

สำหรับวัคซีนป้องกันโรคอีโบลาที่เคยใช้ได้ผลในอดีตนั้น เป็นวัคซีนที่พัฒนาขึ้นเฉพาะต่อไวรัสสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) จึงยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

ขณะที่แนวทางการรักษาในปัจจุบัน ยาแอนติบอดีสำเร็จรูป เช่น Inmazeb และ Ebanga ซึ่งเคยใช้รักษาและให้ผลดีต่อสายพันธุ์ซาอีร์ ก็ยังมีประสิทธิภาพอย่างจำกัดในการรักษาสายพันธุ์บันดิบูเกียว ทำให้การดูแลผู้ป่วยยังคงเน้นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Supportive care) เป็นหลัก เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การควบคุมระดับความดันโลหิต และการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ คล้ายกับแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

 

.....................................
เรียบเรียงโดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยสิทธิ์ นิยะสม อาจารย์ประจำสาขาชีววิทยา สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ
ออกแบบโดย : พรแก้ว อ่อนน้อย งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยทักษิณ