ใครป่วนและสร้างความปั่นป่วน ? ใครบางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างจริงจริง ในบรรยากาศพลบค่ำ สลัวๆ สนองนโยบายประหยัดพลังงานของร้านอาหารขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของเกาะยอ ริมฝั่งทะเลสาบสงขลา
สงครามยืดเยื้อ ไม่มีวันจบ ! หนุ่มแว่นตาหนาเตอะ ตอบแบบไม่ตรงคำถาม
อยากให้จบเราต้องมาเริ่มต้นพูดคุยกันใหม่ เขากล่าวย้ำ สีหน้าจริงจัง ข้าพเจ้าพยักหน้าเห็นด้วย
เราต้องมาเริ่มต้นพูดคุยกันใหม่...ต้องการแบบไหน ? ? ? สงครามหรือสันติภาพ ? ? ?
วงสนทนาเงียบไป ไม่มีคำตอบ หรือชวนต่อความยาวจากการเปิดหัวการนัดหมาย คล้ายดั่งไม่สนใจ หรือ ทำให้ลืมแม้เพียงชั่วขณะ....
กว่า 3 ชั่วโมงหลังจากนั้น ก่อนเสียงโทรศัพท์ของใครบางคนจะดังขึ้น เป็นที่รู้กัน เราจึงแยกย้าย คนละทาง คนละคัน
ตลอดเส้นทางกลับบ้าน ข้าพเจ้าครุ่นคิดกับคำถามและคำตอบการเปิดหัวของค่ำนั้น
เอาเข้าจริงแล้ว ? โลกเผชิญกับความปั่นป่วนรอบด้านมาอย่างยาวนานก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมืองและการกลายเป็นเมือง การย้ายถิ่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่นำมาซึ่งการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สังคมดิจิทัล (Digital Transformation) ที่สำคัญคือ ปัญญาประดิษฐ์ปฏิวัติโลก (Artificial Intelligent Revolution) ที่กลายมาเป็นปัจจัย และเงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ภูมิเศรษฐกิจโลกผ่านสงครามทางการค้าสงครามเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนโฉมการจัดระเบียบโลกจากกติกาสากล กฎหมายระหว่างประเทศไปสู่แนวทางTransactional Realism ที่ยึดถือผลประโยชน์และอำนาจนำของประเทศมหาอำนาจทำให้เกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศอย่างขนานใหญ่ สงครามและการก่อการร้าย การความตึงเครียดทางสังคมวัฒนธรรม ผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงขนานใหญ่ในวงกว้างแทบทุกมิติของสังคมวิถีใหม่/วิถีใหม่แห่งอนาคต ทำให้เกิดกลายเป็นปัญหาในลักษณะที่เรียกว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต” (Polycrisis) ที่หนักหน่วง (Compound) เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปสู่ปัญหาอื่นไม่มีจุดสิ้นสุด ในรายงานของ World Economic Forum (2025) ได้สรุปเรื่องนี้ไว้อย่างตื่นตาตื่นใจ ให้ตระหนก ดังภาพ

ข้าพเจ้าคิดว่าสงคราม ความรุนแรง ความมั่นคง และการเรียกร้องสันติภาพ ที่แผ่ขยายออกไปในวงกว้าง จะเป็นตัวเพิ่มความร้อนแรงของความเปราะบาง อ่อนไหว และอ่อนแอที่สุดในยุคสมัยและภาวะการณ์ที่เรียกว่า BANI World ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง (Brittle) สร้างความหวาดวิตกกังวล (Anxious) ผันแปรไม่แน่นอน (Non Linear) และไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า (Incomprehensible)
ในการประชุม World Economic Forum (2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเด็นเรื่อง “ความพลิกผันปั่นป่วนในระดับโลก” เหมือนจะเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งขึ้น ข้อสังเกตจากสุนทรพจน์อันฮือฮาของประธานาธิบดีแคนาดาที่กล่าวว่า “โลกที่ใกล้แตกสลาย” (Rupture) อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ การพร้อมใจกันทำลายระบบคุณค่า กฎเกณฑ์ กติกาสากล ที่เคยยึดถือ เคารพร่วมกัน ขณะที่การจัดระเบียบโลกใหม่กลายเป็นเพียง “มายา” “ฉากหน้า” และ “แสนยานุภาพ” และ “อำนาจอันล้นเหลือ” ของบรรดามหาอำนาจ
ตัดภาพความเชื่อมโยงสู่สังคมไทย ในฐานะหนึ่งในระบบนิเวศโลก ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงกับภาวะวกฤตดังกล่าวได้ ทั้งจะยังเกิดกลายเป็นประเด็นปัญหาใหม่ติดตามมาเป็นลูกโซ่ (Cascade Effect) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่คาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในปี พ.ศ. 2574 ปัญหาความยากจน การส่งต่อความจนข้ามรุ่น ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้างอำนาจ การจัดสรรและโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ไม่เท่าเทียม การทุจริต-คอร์รัปชัน การรวมศูนย์อำนาจ ท้องถิ่นขาดอำนาจในการจัดการตนเอง การพัฒนาที่ไม่ถูกนับ ทำให้ผู้คนตกเป็นชายขอบของการพัฒนาหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการ การไม่มีตาข่ายนิรภัยทางสังคมสำหรับผู้ที่อ่อนแอ หรือเป็นคนเล็กคนน้อยของสังคมเป็นต้น
เมื่อผนวกรวมกับปัญหาโลกรวนจากสภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า ฝุ่นควันที่สูงกว่าค่ามาตรฐาน ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ถี่แรง วิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ (Life Style) วัฒนธรรมบริโภคและบริโภคนิยม วิถีความเป็นเมือง (Urbanization) ที่แผ่ขยายไปในภาคชนบท เมืองที่ขยายตัว เติบโตแบบไร้ทิศทาง ขาดโครงสร้างพื้นฐาน การบริการสาธารณะ ให้เกิดปัญหาเมืองติดตามมามากมาย ทั้งเรื่องมลภาวะ มลพิษ ความเสื่อมโทรม ความมีระเบียบวินัยของบ้านเมือง เสถียรภาพ ความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยทางการเมือง ทุนเทาในระบบการเมือง ความแตกต่างทางความคิด ประสบการณ์ ความคิด และแรงปรารถนาของคนต่างรุ่น (Generation Gap) ที่รุนแรงต่อเนื่องขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การแก้ปัญหาความมั่นคง-สงครามตามแนวชายแดนที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติ หรือนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความนิยมทางการเมืองภายใน
นอกจากนี้แล้วยังมีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม การเข้าสู่สังคมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ เช่น ระเบียบวินัย การเคารพกฎหมาย ครอบครัวแหว่งวิ่น ความเพิกเฉยของพลเมือง (Ignorance) การต่อต้าน-ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง (Cultural lag) การเรียกร้องหาวีรบุรุษ (Hero) ความพร่าเลือนในโลกเสมือน-จักรวาลนฤมิตร (Metaverse) กับความจริง วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ภัยไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์ สุขภาพจิต เป็นต้น
อาจกล่าวได้สังคมไทยกำลังเผชิญกับ “ภาวะส่ำระสายอย่างขีดสุด” ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับการเปลี่ยนแปลง ความท้าทาย ยุทธศาสตร์ และทิศทางการพัฒนาในอนาคต
แม้จะมีความพยายามก่อนหน้าในสร้างความต่อเนื่อง รอยต่อการเปลี่ยนผ่าน ผ่านยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนแม่บทการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่จะสนับสนุนไปสู่เป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นับวันก็ดูจะห่างไกลออกไปทั้งในแง่มุมบริบทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ (1) ไม่สามารถคุมจังหวะ/ กำกับกระบวนกการ หรือขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านตามหมุดหมาย (Milestone) ของแผน (2) หน่วยงานระบบ/กลไกการพัฒนาทั้งภาครัฐ เอกชน หรือภาคีที่เกี่ยวข้องไม่สามารถแปลงเป้าหมายในภาพใหญ่ไปสู่การการขับเคลื่อน-ปฏิบัติที่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ และ(3) ยุทธศาสตร์ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นนโยบายและแรงปรารถนาการเมือง ดังสะท้อนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาแทบไม่มีพรรคการเมืองให้ความสำคัญหรือชูยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องรณรงค์ทางการเมือง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2569) ได้แถลงผลประเมินการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 พบว่า การพัฒนาดีขึ้น 3 มิติ จากทั้งหมด 6 มิติ กล่าวคือ ในมิติความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและสังคมไทยมีพัฒนาการดีขึ้น มิติขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ดีขึ้น มิติการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ปรับตัวลดลงเล็กน้อย มิติความเท่าเทียมและเสมอภาคในภาพรวมดีขึ้น มิติความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มิติประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐปรับตัวแย่ลง ทว่าเมื่อประเมินสถานะการบรรลุเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ทั้ง 23 ประเด็นกลับพบว่ามีสถานะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ เพียงร้อยละ 16.22 และอยู่ในระดับวิกฤตในการบรรลุเป้าหมาย ร้อยละ 27.03
มีข้อสังเกตด้วยว่าการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) สู่ประเทศที่พัฒนามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การวิจัยและนวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจนวัตกรรม การพัฒนาทักษะ-ฝีมือแรงงานขั้นสูง ยังไม่กระเตื้องมากนักจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่การมีแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และไม่มีแรงงานทักษะสูงเพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจ-เศรษฐกิจนวัตกรรม
รายงานที่น่าตกใจของ International Institute for Management Development (2025) ที่ได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเปรียบเทียบศักยภาพและความสามารถในแต่ละด้านของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยพิจารณาจาก (1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (2) ประสิทธิภาพของรัฐ (3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และ (4) โครงสร้างพื้นฐาน พบว่า ใน ปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 30 จาก 69 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาอยู่อันดับที่ 11
หรือในรายงาน World Intellectual Property Organization (WIPO) (2025) ได้เปิดเผยดัชนีความสามารถด้านการแข่งขันในระดับโลก (The Global Innovation Index (GII) (2025) โดยพิจารณาจากดัชนีด้านสถาบัน (Institutions) ทุนมนุษย์และการวิจัย (Human Capital and Research) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ความเข้มแข็งทางการตลาด (Market Sophistication) ความเข้มแข็งทางธุรกิจ (Business Sophistication) ผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge and Technology outputs) และผลผลิตความคิดสร้างสรรค์ (Creative Outputs) พบว่า ประเทศไทยมีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมอยู่ในอันดับที่ 45 จาก 139 ประเทศ ตกจากปีก่อน 1 อันดับ เป็นลำดับที่ 4 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม โดยที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างมีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดด ชนิดที่ WIPO ยกให้เป็น Innovation Leader 2025

ทำไมประเทศถึงกลายมาเป็น “คนอมโรคแห่งเอเชีย (How Thailand Became the Sick Man of Asia)” –หัวข้อข่าวอันฮือฮาในหนังสือพิมพ์ Financial Times ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดังที่ปรากฎในสื่อหลักของไทย อาจคือความจริงที่ต้องเผชิญอีกยาวนานที่เดียว
คำถามคือ โลก และสังคมไทยจะฝ่าข้ามวิกฤตไปได้อย่างไร และมหาวิทยาลัยจะมีบทบาท/ พันธกิจอะไร ? มาว่ากันต่อในตอนหน้าครับ
รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ
.........................................................
เอกสารประกอบการเขียน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2569). ร่างรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568. กรุงเทพฯ.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2569). “สภาวะสังคมไตรมาส 1 ปี 2568”, ข่าวสภาพัฒน์. Online www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads /2025/06 /article_ 20250609134254.pdf. 12 มีนาคม 2569.
IMD World Competitiveness Centre. (2025). IMD World Competitiveness Booklet 2025. Swizerland.
World Intellectual Property Organization. (2025). The Global Innovation Index (GII) 2025 ; Innovation at a Crossroads. Switzerland.
OECD. (2525). OECD Science, Technology and Innovation Outlook 2025 : Driving Change in a Shifting Landscape. France : Paris.
World Economic Forum. (2025). The Global Risks Report 2025. Switzerland.