Black Ribbon Top Right
วิกฤตซ้อนวิกฤตและการป่วนปั่นในโลกที่ปั่นป่วน (2)

วิกฤตซ้อนวิกฤตและการป่วนปั่นในโลกที่ปั่นป่วน (2)

10 เม.ย. 69 89

ต่อคำถาม โลก และสังคมไทยจะฝ่าข้ามวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร และมหาวิทยาลัยจะมีบทบาท/ พันธกิจอะไร ? แม้จะยังไม่มีข้อเสนอที่แหลมคมข้ามฝ่าภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต และก้าวไปสู่ “โลกใหม่” มากนัก ทว่าการเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาร่วมกันจรรโลงคุณค่าและความร่วมมือใหม่ในท่ามกลางความปั่นป่วนและความท้าทายที่ท้าทายด้วยการสร้าง “บทสนทนาใหม่” ที่สะท้อนถึงคุณค่า การพัฒนาประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และการอยู่ร่วมกันของผู้คน พลเมือง และสรรพชีวิต รวมถึงการออกแบบความร่วมมือ สร้างการเปลี่ยนผ่านให้สอดรับกับบริบทของการเปลี่ยนแปลง ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย ! แต่ข้าพเจ้าขอข้ามคำถามนี้ไปก่อน ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นคำถามมหาวิทยาลัยจะมีบทบาท/ พันธกิจอะไร ? ก่อนกลับมาแลกเปลี่ยนคำถามแรกในตอนหน้า

หนึ่งในคำถามท้าทายแห่งยุคสมัยต่อบทบาทของมหาวิทยาลัย ทั้งในระดับสากลและในสังคมไทยก็คือ  มหาวิทยาลัยจะดำรงอยู่ ปรับตัวอย่างไร? ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป-อย่างลึกซึ้งและไพศาล และกลางภูมิทัศน์ กระบวนการ การจัดการเรียนรู้ ความคาดหวัง ความต้องการของผู้เรียนเปลี่ยนแปลงไปโดยเกือบจะสิ้นเชิง

ขณะที่มหาวิทยาลัยโดยส่วนใหญ่ถูกวิพากษ์ว่ายังปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งยังตกอยู่วังวน/ กับดักความคิด ความเชื่อและการจัดการเรียนรู้แบบเดิม ไม่สามารถสร้างสรร์การเรียนรู้ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ขาดการเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ยังไม่สามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคม นำไปใช้ประโยชน์ในทิศทางที่ตอบสนองต่อเป้าหมาย ทิศทางการพัฒนาประเทศในภาพรวม มีปริญญาแต่ขาดทักษะ ประสบการณ์ชีวิตที่เชื่อมโยงกับพลวัตร และการเคลื่อนตัวของสังคม ทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงงาน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งงาน และมีอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง 

ในรายงานของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2568) พบว่าการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการมีการขยายตัวเล็กน้อย แต่พบว่าการว่างงานของบัณฑิตสูงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตราและสัดส่วนการว่างงานสูงสดในทุกระดับการศึกษา ในรายงานระบุด้วยว่าผู้บริหารมากกว่า 89 เปอร์เซ็นต์ หลีกเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ด้วยเหตุว่าไม่มีประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีทักษะที่เหมาะสม ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก  จึงมีข้อเสนอแนะว่าต้องเร่งยกระดับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต มากกว่าให้ความสำคัญกับความรู้และทักษะที่มีประโยชน์ต่อการทำงานในปัจจุบัน

ทั้งนี้การยกระดับศักยภาพและทักษะแห่งอนาคต ต้องกำหนดแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการวางกลไกสนับสนุนที่ครอบคลุมและยั่งยืน ส่งเสริมความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสังคม (คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2568)

ข้าพเจ้าคิดว่า “มหาวิทยาลัยยังมีความจำเป็น” แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้เพื่อการเรียนรู้ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย มหาวิทยาลัยอาจเป็นเพียงหนึ่งในแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในทางเลือกอันมากมาย หลากหลาย ผสมผสาน เข้าถึงง่าย ไม่ไกลเอื้อม

“ปริญญา” อาจไม่ใช่ภาพแทนความสำเร็จ แต่เป็น “ใบเบิกทาง-สร้างโอกาส ทางเลือกของความสำเร็จของชีวิต” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ใช้ปริญญาเป็น “บรรทัดฐาน” ของความรู้ ค่านิยมการเปลี่ยนผ่านสู่การเริ่มต้นสร้างชีวิตที่มั่นคงผ่านการทำงานในระบบตลาด อุตสาหกรรม หรือแม้แต่การเป็นผู้ประกอบการในสังคมประกอบการ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาในปัจจุบัน  

มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับบทบาทและพันธกิจของมหาวิทยาลัย จากการจัดการศึกษาสู่การพัฒนากำลังคน ตอบสนองการพัฒนาประเทศ สังคม ชุมชน ท้องถิ่น เรียนรู้ พัฒนาสร้างสรรค์โลกชีวิต (ตลอดชีวิต) ที่มีคุณภาพ มีทางเลือกควบคู่การเป็นพลเมืองรากโลก (Glocal Citizen) ที่กระตือรือร้นและทรงคุณค่าด้วยการผสมผสานแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่หลากหลาย ข้ามศาสตร์ ทั้งกลุ่มวิชาการ-วิชาชีพ  มีระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่จำเป็น/ เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ การเรียนรู้นอกชั้นเรียนผ่านประสบการณ์ ปัญญาปฏิบัติกับภาคผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม การเสริมพลังอำนาจให้กับผู้เรียน (Student Empowerment) ด้วยการเรียนแบบชุดวิชา การเรียนแบบSelf-Design และBlending Learning การสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) การเชื่อมโยงกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ การรับรองมาตรฐานหลักสูตรจากสถาบัน/องค์กรวิชาชีพในระดับสากล (Accreditation and Recognition Worldwide) ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือการทำให้บัณฑิตมีความรู้ความสามารถ มีทักษะ ประสบการณ์ สวามารถก้าวสู่โลกของการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เป็น“บัณฑิตพร้อมใช้”  ตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงาน มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย (Multi-Skills) ทำงานได้หลายอย่าง(Multifunction)  สามารถต่อยอดความรู้ ทักษะใหม่ๆผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

ในด้านการวิจัยและการบริการวิชาการ จากเพียงมุ่งสร้างองค์ความรู้ การตีพิมพ์เผยแพร่ และการ/ หรือให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาสู่การการนำองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ (Research Utilization) ในมิติการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) การวิจัยขั้นสูง (Deep Technology) สนับสนุนเชิงนโยบายและปฏิบัติการพัฒนา-ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยเป็นเครื่องยนต์การเติบโตแบบใหม่ (New Growth Engine)  ที่เรียกว่า ธุรกิจ-อุตสาหกรรมและการประกอบการบนฐานนวัตกรรม (Innovation Driven) โดยที่มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศด้านการวิจัย การสร้างความร่วมมือแบบหลายภาคี กับภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ องค์กรชุมชน ฯลฯ หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ รักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมในแบบเดิมไปสู่การทำให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรมแบบSoft Power ที่ให้ทั้งคุณค่า มูลค่า สำนึกความเป็นท้องถิ่น ด้วยการผสมผสานระหว่างความเป็นภูมินิเวศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานทางวัฒนธรรมที่เป็นสากลมากยิ่งขึ้น 

กระนั้นการเชื่อมโยงพันธกิจของมหาวิทยาลัย ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ อาจยังไม่เกิดผลผลิตและผลกระทบในระยะสั้น (สภานโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2564) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ภูมิทัศน์การพัฒนา และภูมิรัฐศาสตร์ที่พลิกผัน ดังนั้นแล้วนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับความต้องการใหม่ๆ หลอมรวม (Convergence) ในกระบวนการเชิงนโยบายและนิเวศอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว (OECD, 2525) มีการสร้างเส้นทางเดินของการวิจัยที่เรียกว่า “Impact Pathway” ที่ชัดเจนขึ้น

ในแง่มุมการเข้าสู่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกก็เช่นเดียวกัน ต้องไม่ลดทอนเป้าหมายหลักของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือวัด การสำรวจสถานะ กระตุ้นการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของมหาวิทยาลัย การสนับสนุนเชิงนโยบายการพัฒนาในฐานะส่วนหนึ่งของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในมิติต่างๆ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรืออื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกระแสความคิด ความคาดหวังในระดับสากล การส่งมอบคุณค่าแก่สังคม และสื่อสารคุณภาพของมหาวิทยาลัยในระดับโลก โดยสะท้อนผลการทำงานของสถาบันจากมุมมองเชิงวิจัย การเรียนการสอน ชื่อเสียง บทบาทนานาชาติ การสร้างความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาวิชาการ ให้เป็นเพียง“บันไดดารา” โชว์อันดับที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศ หรือเพียงสร้างภาพลักษณ์/ สถาบันเพื่อดึงดูดผู้เรียนหรือความสนใจจากสังคมเท่านั้น

พันธกิจและบทบาทที่สำคัญประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือ “ความรับผิดชอบต่อสังคม”  ในฐานะที่เป็น “ผู้สร้าง” “ประทีบความรู้” และเป็น “ปัญญาปฏิบัติ” ในฐานะกลไกหนึ่งที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม ดังที่เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2564) ได้กล่าวไว้ว่ามหาวิทยาลัยต้อง “มีลมหายใจเดียวกับสังคม” หรือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแนบแน่น (University in Society)

กระนั้นเสียงค่อนขอดที่ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ยึดโยงกับ “ความจริงของสังคม” พันธกิจสัมพันธ์สังคมเป็นเพียง “ผักประดับจาน” การสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร อาจมีองค์ความรู้ไม่มากพอในการอธิบายปัญหา/ ปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หรือปัญหาเดิมที่ถูกกดทับไว้ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เหลื่อมล้ำ อยุติธรรม ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า นักวิชาการต้องมีบทบาทที่ซ้อนกันอย่างน้อย 3 เรื่อง ทั้งในแง่มุมการสร้างสม ต่อยอดองค์ความรู้ ทำความเข้าใจความซับซ้อนของสังคมและโลก การแสดงบทบาท “ปัญญาชนสาธารณะ” (Public Intellectual) ที่ความกล้าหาญ และการทำงานร่วมกับภาคีพันธมิตรทุกระดับเพื่อเสนอ ริเริ่มเชิงนโยบาย การร่วมปฏิบัติการขับเคลื่อน สนับสนุน หนุนเนื่องเพื่อเคลื่อนเปลี่ยนนโยบายและโครงสร้าง

ในขณะที่โลกก็เข้าสู่ภาวะปั่นป่วน

มหาวิทยาลัยก็อยู่ในห้วงเวลาแห่งความท้าทายเช่นเดียวกัน

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์

อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ