Black Ribbon Top Right
วิกฤตซ้อนวิกฤตและการป่วนปั่นในโลกที่ปั่นป่วน (จบ)
ฟังด้วยเสียง
0:00 / 0:00

วิกฤตซ้อนวิกฤตและการป่วนปั่นในโลกที่ปั่นป่วน (จบ)

25 พ.ค. 69 16

มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทอย่างไรในสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตและการป่วนปั่นในโลกที่ปั่นป่วน นับเป็นคำถามและคำตอบที่ยากมาก ๆ ในยุคสมัยของเรา แม้ในระดับโลกได้มีการพูด เขียน และกล่าวถึง โลกใหม่ที่เป็นไปได้” แต่ก็ยังไม่มีข้อเสนอที่แหลมคมหรือเป็นรูปธรรมนัก

หากการเรียกร้องให้สังคมโลกและพลเมืองทุกภาคส่วนของโลกร่วมกันส่งเสียง ตลอดจนร่วมกันจรรโลงคุณค่าและความร่วมมือใหม่ในท่ามกลางความปั่นป่วนและความท้าทายที่ท้าทาย ผ่านการ “สร้างบทสนทนาใหม่” ที่สะท้อนถึงคุณค่า การพัฒนาประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และการอยู่ร่วมกันของผู้คน พลเมือง และสรรพชีวิต รวมถึงการออกแบบความร่วมมือ สร้างการเปลี่ยนผ่านให้สอดรับกับบริบทของการเปลี่ยนแปลง ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น นับเป็นความแหลมคมประการหนึ่งทีเดียว

บทสนทนาใหม่ ที่ว่านี้ต้องข้ามให้พ้นองค์กรโลกบาล เงื้อมเงาของมหาอำนาจ และมายาบังตาทุกสิ่งอย่างที่สร้างขึ้นเพื่อแสวงหา แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบกันและกันในนามผลประโยชน์แห่งรัฐ การปกป้องพลเมือง หรือปกป้องโลก[และจักรวาล]

พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ การยอมรับและเผย/ เปิดเปลือยความจริง คือจุดเริ่มต้นอันมั่นคงของการสร้างบทสนทนาบทใหม่ที่ว่านี้  

ข้อเสนอจาก World Economic Forum (2026) หรือในรายงาน The Global Risk Report (2026)  มีความคล้ายคลึงกันว่า (1) โลกต้องร่วมมือกันกำกับและการปรับตัวจากผลพวงการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์  (2) การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะทุนมนุษย์ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ (Learning to Learn) (3) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อโลกที่ปลอดภัยภายใต้ขีดความสามารถในการรองรับของโลก (Planetary Boundaries) เช่น พลังงานสะอาด (Energy Transition) การปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการหยุดยั้ง ฟื้นฟูโลกธรรมชาติ (Nature-Positive Business) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นต้น (4) การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและการเงินบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ความทุกข์ยาก อดอยาก หิวโหย ความเดือนร้อนของผู้คนอันไพศาล ฯลฯ และ (5) การสร้างความร่วมมือของในประเด็น “ร่วม” ที่เป็น ผลประโยชน์ร่วมเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ โลก และจักรวาล   

อาจมีการตั้งข้อสังเกต และวิจารณ์ว่าข้อเสนอเหล่ายังเป็นเพียงหลักการและแนวคิดกว้าง ๆ ทั่วไป ๆ เท่านั้น ไม่มีทางออก หรือข้อเสนอระยะสั้น ๆ ในภาวะที่โลกถูกสุมไฟด้วยสงคราม วิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อองค์กรโลกบาล ผู้นำ เหล่าบรรดามหาอำนาจและลิ่วล้อ สิ่งสำคัญแรกสุดคือการเรียกความเชื่อมั่นและการฟื้นฟูจิตวิญาณแห่งการสนทนา เพื่อบทสนทนาบทใหม่ให้เป็นจริง-ให้ได้ในเร็ววัน

เชื่อมโยงยังสังคมไทยทั้งในฐานะสมาชิกหนึ่ง-การเป็นส่วนหนึ่งของโลก ที่ต้องสร้างคุณค่าให้เป็นที่ยอมรับสอดคล้องกับความคาดหวังในระดับสากล การหลุดพ้นจากหลุมดำ การสร้างอัตลักษณ์ การรักษาตัวตนที่สอดคล้องกับอารมณ์ ความรู้สึกของผู้คน ประชาชน พลเมือง และ “ความจริงแห่งยุคสมัย” อุปมาแทบไม่ต่างกับการปีนป่ายภูผาอันสูงชัน ด้วยเงื่อนไข/ ปัจจัย ทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม การเมือง สิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอก

ค่อนข้างจะเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับข้อเสนอการร่วมสร้างจิตวิญาณแห่งการสนทนาด้วยความความไว้วางใจ เชื่อมั่น เคารพกัน เห็นอกเห็นใจ (Empathy) และยึดถือความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม

ข้าพเจ้าคิดมหาวิทยาลัยต้องมามีบทบาทอย่างสำคัญในบทสนทนานี้ ทั้งในฐานะองค์กรแห่งความรู้และสมาชิกของสังคม ที่ต้องทำหน้าที่ส่งมอบ “ส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานใหม่” ด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมที่มีคุณค่าแก่สังคมและรัฐ” ผ่านพันธกิจพัฒนากำลังคน การศึกษา วิจัย สร้างองค์ความรู้ การนวัตกรรม นวัตกรรมสังคม และการถ่ายทอดทอดเทคโนโลยีสู่สังคมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การเป็นแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้แบบเปิด การเป็นพื้นที่อารยะสนทนา ที่ทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมสร้าง/ ขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัย  ด้วยจุดยืนที่มั่นคงเคียงข้าง-กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับสังคมและรัฐ

บทสนทนาใหม่ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่คือการเรียนรู้ การปั้นแต่ง วิวัฒน์ พัฒนา ไประหว่างทางของการไปสู่อนาคตที่ปรารถนาร่วมกัน

คาดและวาดหวัง-เราทุกคนจะก้าวเดินไปในเส้นทางนี้อย่างมุ่งมั่นและมั่นคง

..........................................................................................

รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์

อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ