Black Ribbon Top Right
ม.ทักษิณ พิชิต Silver Award ผ่าน ย่านยาวโมเดล นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนกว่า 1.5 ล้านต่อปี
ฟังด้วยเสียง
0:00 / 0:00

ม.ทักษิณ พิชิต Silver Award ผ่าน ย่านยาวโมเดล นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนกว่า 1.5 ล้านต่อปี

3 ก.ค. 69 204

"หมิ้น" หรือ "ขี้มิ้น"... ชื่อเรียกภาษาถิ่นของพืชใต้ดินอย่าง "ขมิ้นชัน" ที่หลายคนอาจมองเป็นเพียงสมุนไพรติดครัวทั่วไป แต่สำหรับชาวบ้านตำบลย่านยาว อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขมิ้นชันคือ "ทองคำในดิน" ที่เปี่ยมด้วยความหวัง มันคือผลผลิตที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตครอบครัวของพวกเขามาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน สู่ "ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG"

จากจุดเริ่มต้นของย่านยาวโมเดลเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยและโรงพยาบาลท่าฉาง ที่ได้ร่วมกันลงพื้นที่ศึกษาแปลงปลูกขมิ้นในตำบลย่านยาว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณวงค์ บุญนาค และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา แก้วพิบูลย์ นักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล เล่าถึงจุดเริ่มต้นนี้ว่า “การเข้าไปที่ย่านยาวจริงๆ เป็นเรื่องบังเอิญจากการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลท่าฉาง เราพบว่าที่นี่ปลูกขมิ้นเยอะมาก แต่ประเด็นคือคุณภาพมันเทียบเท่ากับที่อื่น ซึ่งทำให้ราคาผลผลิตไม่จูงใจ เหตุเพราะรายรับที่ได้ในอัตรากิโลกรัมละ 15–25 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ” เกษตรกรจำนวนมากเริ่มถอดใจและเตรียมละทิ้งแปลงขมิ้นเพื่อหันไปปลูกพืชชนิดอื่น

คำถามจึงเกิดขึ้น...

"เราจะทำอย่างไรให้ขมิ้นชันมีราคาสูงขึ้น และสร้างคุณค่าได้มากกว่าการขายเป็นหัวสด?"

คำถามนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่เปลี่ยนแปลง...

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง...เริ่มจากการรับฟัง

ทีมนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ ไม่ได้เริ่มต้นจากการนำเทคโนโลยีเข้าไปในพื้นที่ แต่เริ่มจากการลงไปเรียนรู้วิถีชีวิต รับฟังปัญหา และมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในชุมชน

สิ่งที่ค้นพบคือ ชุมชนไม่ได้ขาดทรัพยากร หากแต่ยังขาด "ระบบ" ที่จะทำให้คุณค่าของขมิ้นชันได้รับการต่อยอดอย่างเต็มศักยภาพ จากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน จึงเกิด "ย่านยาวโมเดล" ต้นแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับขมิ้นชันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ต้นน้ำ เริ่มต้นจากคุณภาพ...ตั้งแต่ผืนดิน ย่านยาวโมเดลให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าตั้งแต่แหล่งผลิต เพราะผลิตภัณฑ์ที่ดี ย่อมเริ่มต้นจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ นักวิจัยร่วมกับเกษตรกรพัฒนาระบบการปลูกขมิ้นชันอินทรีย์ คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจวัดปริมาณสารเคอร์คูมินอยด์ด้วยเครื่องมือแบบพกพา ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ตั้งแต่แปลงปลูกจากเดิมที่เกษตรกรขายผลผลิตตามน้ำหนัก วันนี้พวกเขาเริ่มขาย "คุณภาพ" ที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ขมิ้นชันไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่กลายเป็นวัตถุดิบมาตรฐานที่พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

กลางน้ำ เมื่อวิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มคุณค่าให้ภูมิปัญญา คนใต้รู้จักสรรพคุณของขมิ้นชันมานาน ทั้งการลดการอักเสบ สมานแผล และดูแลสุขภาพผิว มหาวิทยาลัยทักษิณไม่ได้สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ แต่เลือกใช้วิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายและต่อยอดภูมิปัญญาที่มีอยู่ ทีมวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากขมิ้นชัน พัฒนาระบบอิมัลชันที่ช่วลดสีเหลืองซึ่งเป็นข้อจำกัดของการใช้งาน พร้อมศึกษาน้ำมันหอมระเหยเพื่อให้ได้กลิ่นที่เหมาะสม และสร้างระบบควบคุมคุณภาพที่ทำให้วัตถุดิบทุกชุดการผลิตมีมาตรฐานเดียวกัน วิทยาศาสตร์จึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญา หากแต่ทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถเดินเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคง

ปลายน้ำ: "ลิน ไบโอเทค" ขยายความความสำเร็จจากหัวขมิ้น สู่ผลิตภัณฑ์ CurmaCURE

เมื่อวัตถุดิบได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยทักษิณจึงได้ร่วมขับเคลื่อนกลไกธุรกิจนวัตกรรม โดยจัดตั้ง บริษัท ลิน ไบโอเทค จำกัด (Lin Biotech) ขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตหลักและเป็นจิ๊กซอว์ตัวกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาแปรรูปวัตถุดิบขมิ้นชันจากต้นน้ำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม

หนึ่งในความสำเร็จอันโดดเด่นภายใต้การผลิตของ ลิน ไบโอเทค คือ CurmaCURE (เคอร์มาคิวร์) บาล์มสารสกัดจากขมิ้นชันสำหรับดูแลผิวหนังสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) ผลิตภัณฑ์นี้แก้ข้อจำกัดของการใช้ขมิ้นชันแบบดั้งเดิมที่มักทิ้งคราบสีเหลืองเลอะเทอะ ด้วยการใช้นวัตกรรมลดสีแต่ยังคงประสิทธิภาพในการลดการอักเสบและบำรุงผิวหนังไว้อย่างครบถ้วน

CurmaCURE ไม่เพียงแต่เปิดตลาดใหม่ให้กับสมุนไพรไทยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet Care) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่าขมิ้นชันเพียงหนึ่งหัว เมื่อผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานรองรับโดย ลิน ไบโอเทค สามารถต่อยอดไปสู่สินค้าเทคโนโลยีระดับสูงที่มีศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มตัว นอกจากนี้ ลิน ไบโอเทค ยังได้ขยายไลน์การผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น บาล์มขมิ้นสำหรับคน ที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Premium Herbal Product จากกรมการแพทย์แผนไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ผงขมิ้นละลายน้ำ และเครื่องดื่มสกัดเข้มข้นอีกด้วย

ผลลัพธ์ที่มากกว่าผลิตภัณฑ์

แม้ CurmaCURE จะเป็นภาพความสำเร็จทางการตลาดที่ผู้คนมองเห็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยับราคาขายขมิ้นสดคุณภาพสูงขึ้นไปอยู่ที่ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม เกิดการจ้างงานในกระบวนการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการชุมชนสามารถสร้างแบรนด์ของตนเอง และคนรุ่นใหม่เริ่มเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจจากทรัพยากรท้องถิ่น

ย่านยาวโมเดลจึงไม่ได้สร้างเพียงผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่สร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คุณค่าของผลผลิตหมุนเวียนกลับสู่คนในชุมชน ผลลัพธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพของชุมชนให้สามารถเติบโตได้ด้วยองค์ความรู้ของตนเอง

ความยั่งยืน...เมื่อทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกัน

หัวใจของย่านยาวโมเดลไม่ได้อยู่ที่การสร้างสินค้าขายดีเพียงชิ้นเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทุกคนมีส่วนร่วม ตั้งแต่เกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ ลิน ไบโอเทค ในฐานะผู้ผลิต และผู้บริโภค เมื่อการผลิตเริ่มต้นจากเกษตรอินทรีย์ ใช้วิทยาศาสตร์ควบคุมคุณภาพ แปรรูปด้วยนวัตกรรม และสร้างตลาดที่เห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย คุณค่าทางเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน นี่คือภาพสะท้อนของการพัฒนาตามแนวคิด BCG Economy ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

สู่ Silver Award...บทพิสูจน์ของการเติบโตไปด้วยกัน

ความสำเร็จของ "ย่านยาวโมเดล : นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG" ได้รับการยืนยันด้วยรางวัล Silver Award บนเวทีประกวดนวัตกรรมระดับประเทศ Thailand Research Expo 2026

อย่างไรก็ตาม รางวัลนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเดินทาง หากเป็นเครื่องยืนยันว่างานวิจัยจะมีความหมายที่สุด เมื่อสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นโอกาส เปลี่ยนภูมิปัญญาให้กลายเป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนผลผลิตจากผืนดินให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ภายใต้การทำงานที่มหาวิทยาลัยทักษิณได้สร้างขึ้นนั้น ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์จากขมิ้นชัน หากคือ "โมเดลการพัฒนา" ที่ทำให้ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวกัน สร้างคุณค่าที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน และเป็นต้นแบบของการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน